ผลงานลำดับที่ 01 โดยเต๋อ นวพล
ผ่านมุมมองในเรื่องการลองทำให้ลองเทอม

(adj.)

คุณคือคุณ
เวสป้าคือเวสป้า

สร้าง (adj.) ของคุณได้ที่นี่

เพราะตัวคุณนั่นแหละ
ที่บอกความเป็นคุณได้ดีที่สุด

THE LONG STORYTELLING

บทสนทนากับเต๋อ-นวพล
และสิ่งที่ค้นพบจากโปรเจ็คระยะยาวเกือบ 20 ปี

หากพูดถึงชื่อ เต๋อ-นวพล เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จักหรืออย่างน้อยก็เคยผ่านตากับผลงานของเขา ทั้งหนังสั้น, หนังโฆษณา, งานเขียน และนิทรรศการ ที่ล้วนแล้วแต่มีความเฉพาะตัวในการหยิบจับสิ่งธรรมดาที่คนทั่วไปมองข้าม มาร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าได้อย่างพิเศษ   แต่ไม่ว่าคุณจะเคยรู้จักเขาแบบไหน... ในฐานะผู้กำกับที่มีเส้นทางของตนเอง, นักเขียนคอลัมน์วิจารณ์ผู้เปี่ยมอารมณ์ขัน, หรือแม้แต่เจ้าของแอคเคาท์ทวิตเตอร์ ผู้ทวีตไปแล้วกว่า 21,600 ครั้ง   เราขอชวนคุณให้มาทำความรู้จักกันใหม่ กับ เต๋อ-นวพล ในมุมที่คุณอาจไม่เคยเห็น เพราะในพื้นที่ตรงนี้ เต๋อเพิ่งจะเปิดเผยให้เรารู้ว่า เขาคือนักทดลองตัวยง อย่ารอที่จะเริ่ม แต่จงอยากลองที่จะเริ่ม “ถ้าไม่ทุ่มเทก็จะไม่ได้เลย...ถ้าทำก็ไม่รู้จะได้หรือเปล่า แต่ยังไงก็ต้องลองก่อน” นั่นคือความคิดของเต๋อ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยใส่ชุดนักเรียนขาสั้น เต๋อพบว่าตนเองตกหลุมรักการเล่าเรื่อง การทำหนังเป็นเรื่อง ยากในสมัยนั้น การเขียนนั้นง่ายกว่า จึงเริ่มจากการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ในโรงเรียน ส่งเวียนในหมู่เด็กๆ ด้วยกันเอง จากเรื่องสนุกที่รออ่านกันทั้งโรงเรียน สู่หนังภาพยนตร์กวาดรางวัล แต่เหตุผลของความเป็นเต๋อยังคงไม่เปลี่ยนไป “เราเริ่มจากความชอบ เราชอบ storytelling ดูหนังแล้วชอบก็อยากทำ พออยากทำก็ทำเลย...ก็ค่อยๆ หาทางไป” ด้วยความหลงใหลใน storytelling เต๋อมีเป้าหมายในใจอยู่สองอย่างว่าหากไม่ไปทางหนังก็คงจะทำหนังสือ แต่เมื่อมีโอกาสได้ลองทำหนังสือก็ค้นพบว่ายังไม่ใช่ เขาจึงตัดสินใจเบนเข็มกลับมาที่การทำหนัง ใช้เวลาหนึ่งปีในการทุ่มเทลองทำมันอย่างเต็มที่ หนังสั้นจากเวที Fat Film Fest ซึ่งเป็นหนึ่งในการลองครั้งนั้นทำให้เต๋อเริ่มเป็นที่จดจำในฐานะคนทำหนังที่มีสไตล์เฉพาะตัว จนได้รับการชักชวนจาก GTH ให้ไปฝึกเขียนบทแทนที่จะเป็นตัดต่ออย่างที่ตั้งใจไว้และเป็นหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้เต๋อเป็นเต๋ออย่างทุกวันนี้ “เราว่าลองทำเป็นคำที่ดี เพราะทุกวันนี้เราก็ยังลองทำอยู่” เต๋อให้ความเห็น “เราไม่สามารถรับประกันได้ว่างานที่เราทำมันจะได้หรือไม่ได้ ก็คือต้องลองดู แล้วยิ่งหนังที่เราทำเป็นหนังที่ไม่ปกติ ไม่มีใครคิดว่าแบบนี้มันจะได้ เราก็เลยลองมาตลอดอยู่แล้ว" วิธีคิดนี้เองที่อยู่เบื้องหลังการทำหนังเรื่องแรก ‘36’ เองทั้งหมด ทั้งเขียนบท กำกับ จัดหาสถานที่ฉาย โปรโมตไปจนถึงเริ่มเขียนคอนเท้นบนเฟสบุ๊ค   “สิ่งที่เราพยายามทำตลอดคือขึ้นโปรเจ็คเอง มันคือการที่เราไปทำหนังเรื่องแรกเองเพราะเราไม่อยากรอโอกาส เพราะถ้ามันได้จริงๆ มันจะอยู่ไปเลย แต่เราก็เข้าใจว่ามันต้องใช้ความพยายามและเวลา ถ้าเราจะล้มเราควรล้มเองมากกว่า... ซึ่งจริงๆแล้วโอกาสมันมีเพียบเลยนะ เช่น ถ้าตอนนี้รู้สึกว่าไม่มีอะไรทำ ก็ทำอะไรสักอย่างขึ้นมาเองเลยได้มั้ยออกเป็น Direct ไม่ต้องถึง 10 นาทีหรอก แค่ 2 นาทีก็ได้มั้ย คือเราว่ายุคนี้ขึ้นโปรเจ็คเองง่ายกว่ายุคเราเยอะ” ด้วยชีวิตที่ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองชอบมาตลอด 20 ปี เราขอให้เต๋อช่วยแนะนำว่าเมื่อลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่ อะไรไม่ใช่ “จริงๆ คุณรู้ว่าคุณชอบอะไรอยู่แล้วแหละ แต่มันถูกสกัดกั้นด้วยอะไรหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นยังไงก็ต้องลองทำก่อน ต้องใช้เวลา แล้วก็ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ด้วย...ถ้าเกิดชอบมันก็จะทำต่อไปได้เรื่อยๆ แต่ถ้าไม่ชอบมันก็จะมันฝืนไม่ได้ เหมือนการแต่งตัว ถ้าใส่เสื้อตัวนี้แล้วร้อนบางคนก็เลิก แต่ถ้าชอบก็จะใส่ต่อไป ถ้าคุณยอมรับตัวเอง มันคือวิธีของคุณ มันคือสิ่งที่คุณชอบ” เต๋อยกตัวอย่างช่วงหนึ่งของชีวิตที่เคยได้ลองเขียนบทซีรี่ส์คอมเมดี้แล้วพบว่าไม่ใช่ธรรมชาติของตนเอง จนสุดท้ายตัดสินใจขอออกจากทีมเขียนบท แต่ยังไม่ยอมออกจากเส้นทางเดิม  “บางอย่างถ้ามันไม่ใช่ก็ไม่ใช่จริงๆ แต่ไม่ได้หมายความถึงว่าเราจะออกจากเส้นทางนี้นะ มันแค่เริ่มค้นพบตัวอย่างว่าเราทำแบบไหนถึงจะเป็นแบบที่ดีที่สุดสำหรับเรา”    ความชอบคือหลักยึด ที่ทำให้สนุกกับการลองล้ม ลองลุก “ถ้าไม่ชอบจะคิดว่าเป็นปัญหาชีวิต แต่ถ้าชอบจะมองมันเป็นโจทย์” การลองทำอะไรบางอย่างมาอย่างยาวนาน แน่นอนว่าย่อมหมายถึงการก้าวผ่านความสมหวัง ผิดหวัง อุปสรรค บางครั้งมีรอยยิ้ม และบางครั้งก็อาจจะมีน้ำตา เต๋อแนะนำให้เราลองมองมันเป็นความท้าทาย มากกว่าจะเป็นปัญหา “ตอนนี้มันก็ยังมีอยู่นะ ถ่ายถึงเช้า นอนไม่หลับ อันนั้นไม่ได้อันนี้ไม่ได้ มันก็มีวันที่หนักๆ แต่ก็จะเหนื่อยและจบไป ไม่ใช่ปัญหาชีวิต เป็น learning มากกว่า เหมือนโดนถีบตกน้ำทุกครั้ง แต่อย่าจม กลับมาให้ได้...แล้วระหว่างที่เราอยู่ในน้ำจะได้เรียนรู้อยู่แล้ว สกิลเราก็จะดีขึ้น” 

สำหรับเต๋อ การทำงานทุกชิ้นเปรียบเสมือนการเก็บค่าประสบการณ์ เขาได้ลองทำ ได้เรียนรู้แต่ละอย่างไม่เหมือนกัน เต๋อเก็บสะสมอาวุธจากโปรเจ็คก่อนหน้า เพื่อใช้ในโปรเจ็คถัดไป  “หนังมันมีโอกาสปล่อยครั้งเดียวคือตอนฉาย มันอัพเดทกันหลังจากนั้นไม่ได้ บางทีอะไรที่เราคิดว่าดีพอปล่อยออกไปแล้วมันไม่ได้ เราก็เรียนรู้ เก็บไว้ปรับปรุงในงานหน้า” คนส่วนใหญ่กลัวคำว่า FAIL การ โดยเฉพาะในยุคนี้จะมองไปทางไหนก็เห็นแค่คนที่ประสบความสำเร็จเต็มไปหมด แต่เต๋อบอกให้เราลองมองในอีกมุมหนึ่งดีๆ ที่ซ้อนมาด้วยกันกับ FAIL อาจเห็นคำว่า FUN “Fun to Fail มันต้องเริ่มจากความชอบก่อน เพราะถ้าไม่ชอบมันจะไม่ fun เลย มันจะรู้สึกแบบ โอ๊ย อุตส่าห์ทำ...แต่ถ้าชอบทำแล้วไปลองดู เวลา fail มันจะรู้สึกแบบ เฮ้ย ไม่ได้ว่ะ เดี๋ยวรอบหน้ามาใหม่ เพราะงั้นเราว่ามันจะต้องชอบก่อน” คงไม่ผิดนัก หากเราจะสรุปว่าการลองทำและความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้  “ของที่เวิร์กๆ กันอยู่ตอนนี้มันก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนทั้งนั้นแหละ แต่พอมันเวิร์กก็เลยเป็นที่ยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้เขาอาจทดลองมาหลายชิ้นแต่ไม่เวิร์ก ซึ่งบางทีบางคนพอลองทำในสิ่งที่แตกต่างแล้วไม่เวิร์กก็ไปเลย แต่เราในฐานะคนทดลองอ่ะ จะบอกว่าให้ทำไปเหอะ บางคนมัน success งานที่ 4 อ่ะ มันต้องไปลองมา 3 งานก่อนถึงจะ success งานที่ 4 ไง เขาคงไปเรียนรู้อะไรมา เพียงแต่ว่าต้องจิตใจเข้มแข็งหน่อย แล้วก็อย่า mind… เอาจริงๆ โดนล้อแล้วยังไงวะ วันนี้อาจจะยังไม่ success แต่ก็ทำไปเถอะ อย่างการแต่งตัว วันหนึ่งสิ่งที่เราแต่งอาจจะกลับมาฮิตก็ได้ แม้ว่าวันแรกเราอาจจะโดนล้อ อะไรอย่างนี้ คือคุณก็ต้องมั่นคงในสิ่งที่ทำอยู่ เชื่อว่าอันนี้มันเวิร์กก็เวิร์ก”   ลองโดดเดี่ยวอย่างเป็นสุข, ด้วยกัน  การมีแนวทางของตัวเองเป็นสิ่งที่ใครหลายคนใฝ่ฝันถึง แต่ในความชัดเจนที่ไม่เหมือนใครนั้นทุกอย่างอาจไม่ได้สวยงามเสมอไป  เต๋อมองชีวิตเป็นเส้นทางหนึ่ง และพื้นถนนคือสิ่งที่สองมือเราสร้างขึ้น “ทุกครั้งที่เราเดินไปเส้นทางของตัวเอง ถ้าไม่เหมือนคนอื่นมันจะฉีกออกไปเรื่อยๆ...เป็นซอยที่เหงานะ” ความในใจของผู้กำกับที่ได้ชื่อว่ามีแนวทางของตัวเองชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง ถูกเล่าสู่กันฟังอย่างอารมณ์ดี 

“เอาจริงๆ เราเจออย่างนั้นทั้งชีวิต เราเข้าใจ เพราะสิ่งที่เราทำมันไม่เคยเป็นปกติอยู่แล้ว เราเคยเจอแบบ ทำอะไร ทำให้เด็กแนวดูเหรอ ดูไม่รู้เรื่องเลย แต่เราก็แบบ ไม่สนโว้ย เราจะทำแบบนี้ให้มันดีให้ได้  เราเคยเห็นงานที่เราชอบ มันดูประหลาด แต่เราก็ชอบ เราเลยคิดง่ายๆ ว่าเราไม่ได้สนใจว่าเราจะทำให้งานเราเป็นที่รักของทุกคนได้ยังไง เราก็แค่หาซอยที่ถูกต้อง แล้วก็หาผู้อยู่อาศัยที่คิดคล้ายๆ กัน” ในยุคนี้ channel ต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถทำอะไรที่เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่มีอยู่มากมายเต๋อ มองว่ามันคือโลกที่ทุกคนสามารถสร้าง culture และมีทางของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องชนะใจทุกคน แต่คัดกรองคนที่ร่วมชอบสิ่งนี้ไปกับเรา ซึ่งเขารู้สึกยินดีด้วยเป็นอย่างยิ่งกับผู้คนที่ค้นพบตัวเองเหล่านั้น “มันเหมือนกับเพลงบางเพลงที่เราไม่เคยรู้จักแต่ฮิตหนักๆ ในยูทูป แบบพันล้านวิวอะไรอย่างเนี้ย ทำไมเราไม่เห็นเคยฟังเลย มันมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเยอะเลย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง ดีแล้ว ยินดีด้วย ต่อให้ผมไม่ได้ฟัง หรือฟังแล้วผมไม่ชอบแต่ผมก็ยินดีด้วย เพราะคุณเจอหมู่บ้านของคุณแล้ว เป็นหมู่บ้านที่คุณปกครองตนเอง เป็นหมู่บ้านที่เขาให้โอกาสคุณในการพัฒนางานในแบบของคุณ ก็ดีแล้ว” หากย้อนถามว่าแล้วเต๋อ-นวพล เป็นหมู่บ้านหรือซอยแบบไหน เต๋อตอบเราว่า เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นอย่างร้านราเมงที่ไม่มีสาขา “ร้านราเมงญี่ปุ่นแต่ละร้านมันไม่เหมือนกันเลย แต่ละร้านก็จะบอกว่าผมขายมากว่า 40 ปี แล้ว ร้านก็คนแน่นมาก แต่ไม่มีแฟรนชายส์…เรารู้สึกว่าเราขอเป็นแบบนั้นได้มั้ย มีแค่สาขาเดียวแต่มีคนมากินทุกวัน ได้มั้ย เราไม่อยากเป็นนวพลในไดเรกชั่นอื่น เราอยากเป็นนวพลเวอร์ชั่นนี้ แล้วได้ทำได้เจอคนที่ใกล้ๆ กันได้มั้ย แล้วถ้าวันหนึ่งมันจะโชคดีที่งานของเราได้กระจายไปหาคนที่มากกว่าตอนนี้อีกก็เป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่เกิดจากการที่เราพยายามสร้างความประทับใจกับทุกคน มันก็แค่ ถ้าวันหนึ่งคิดถึงงานแนวๆ นี้ หรืออยากดูงานประมาณนี้ก็แวะมาร้านนี้ แล้วเราก็จะทำงานแนวนี้ต่อไป”   ลองทำจนลองเทอม อาจกล่าวได้ว่า เต๋อ-นวพล คือโปรเจ็คที่เต๋อได้ลองทำมายาวนานถึง 20 ปี และคงยังไม่หยุดในเร็วๆ นี้ “ในการเป็นคนคิดสร้างสรรค์เราก็ต้องคอยหาอะไรใหม่ๆ มาให้คนดู ปีที่แล้วคุณดูสิ่งนี้ไปแล้ว ปีนี้เรามีสิ่งใหม่มาให้...แต่การหาสิ่งใหม่ก็ต้องลอง เพราะไม่มีใครรู้ว่าไอ้นี่มันจะเวิร์กมั้ย” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การลองทำทุกอย่างของเต๋อก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานของความชอบที่มีมาแต่เดิม “เราเจอความสนใจของเราแล้ว เราทำหนังได้แล้ว ตอนนี้เราก็เริ่มมอง format อื่นที่ไม่ใช่แค่หนังอย่างเดียว ที่ผ่านมาเราก็มีทำหนังสือ ทำโฟโต้บุ๊ค ซึ่งมันแฮปปี้แต่ก็เหนื่อยนะ แต่แบบ...ทำเถอะ มันต้องทำว่ะ คือมันจะเหนื่อยขึ้น แต่ทำเถอะ” เพราะบางอย่างอาจทำได้แค่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่อยากเห็นมันเกิดขึ้นมาจริงๆ ก็จงลองทำเถอะ — เต๋อว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้ฝากกำลังใจถึงผู้อ่านสักหน่อย “เอาจริงๆ ที่มานั่งอยู่ตรงนี้เราก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้นะ สิบปีก่อนเราก็เคยคิดว่าเราคงเป็นคนทำหนังเล็กๆ ตลอดชีวิต หรือแม้แต่หนังโฆษณาเราก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเวิร์กขนาดนี้ เพราะเราไม่เคยคิดว่าเราสื่อสารกับมหามวลชนได้ แต่สุดท้ายมันก็ได้” เขายกตัวอย่างตัวเอง “บางทีคนเราจะสกัดตัวเองว่าสิ่งที่ชอบมันเป็นไปไม่ได้หรอก หรือนอกคอกเกินไป มันออกมาซอยเล็กคนเดียวแล้วไม่กล้าเดินต่อ มืดจัง ซอยแคบจัง ไม่มีใครเดินตามมาเลยว่ะ กลัวเกินไปจนไม่ได้ทำ”

การสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาไม่เคยง่าย ทุกอย่างมีขั้นตอนของมันที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นไม่เคยมีมาก่อน  ยิ่งไม่เหมือนใคร ยิ่งต้องผ่านการลอง การล้ม การลุก การรู้ และการลองใหม่ซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงบนทางของตัวเอง คำถามที่ว่า คุณคือใคร? อาจไม่สามารถหาคำตอบได้ในเร็ววัน แต่ต้องอาศัยการค้นพบ ผ่านเส้นทางที่บางครั้งอาจจะโดดเดี่ยว...แต่ยังไงก็ขอให้เป็นสุข “ไม่ต้องพยายามหาว่าเราคืออะไร แค่รักในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ทำ แล้วก็อย่าเพิ่งคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้…ลองทำก่อน เพราะถ้ามันได้ มันก็ดีใช่มั้ยล่ะ...ถ้าลองทำอันนี้แล้วมันได้ ก็จะได้ทำให้มันเป็นลองเทอม”

Create your
adjective